รวมเคล็ดลับการชงกาแฟ

posted on 10 Nov 2008 18:45 by coffeetalk  in CoffeeTime
ปัญหาอย่างหนึ่งที่คนชงกาแฟมักจะเจอบ่อยๆ คือ ชงกาแฟไม่ได้ดั่งใจ หลายคนซื้อเมล็ดกาแฟจากร้านโปรดมาเพื่อหวังจะดื่มกาแฟรสชาติถูกปากเองที่บ้าน แต่พอชงแล้วกลับไม่ได้ดั่งใจ เลยเกิดคำถามว่าไอ้ที่ชงๆ ไปนั้นมันผิดสูตรผิดขั้นตอนตรงไหน ทั้งๆ ที่ก็ทำตามแบบบาริสต้ามืออาชีพทุกขั้นตอน แต่สุดท้ายได้กาแฟรสชาติอย่างกับน้ำล้างแก้วกาแฟมาดื่มซะงั้น บางคนแก้ไขด้วยการ ”เลิก” ชงกินเอง แล้วผูกท้องไว้กับร้านกาแฟเจ้าประจำต่อไป บางคนไม่ยอมแพ้ ทำการทดลองหาสาเหตุถึงที่มาที่ไปว่าทำไมถึงชงกาแฟแล้วไม่ได้ดั่งใจ บางครั้งวิเคราะห์อย่างกับเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่กำลังวิจัยเรื่องกาแฟ สุดท้ายการดื่มกาแฟเพื่อความผ่อนคลายก็กลายเป็นการดื่มที่ต้องคอยเก็บข้อมูลอย่างขะมักเขม้นแทน...
คอกาแฟที่เพิ่งเริ่มต้นมีความคิดที่จะอยากชงกาแฟดื่มเองที่บ้าน มักจะให้ความสำคัญกับเมล็ดกาแฟก่อนเป็นอย่างแรก อยากได้รสชาติอย่างไรก็ซื้อเมล็ดกาแฟที่ให้รสชาติอย่างนั้น หลังจากเลือกเมล็ดกาแฟได้แล้วก็มาตระเวณหาเครื่องชงที่ต้องการ ถูกบ้างแพงบ้างตามกำลังทรัพย์ บ้างลงทุนกับเครื่องชงราคาเหยียบแสน แต่สุดท้ายได้กาแฟที่ให้รสชาติไม่ต่างจากกาแฟสำเร็จ คิดแล้วกลุ้มแทน ยิ่งถ้ามีคนให้เปรียบเทียบด้วยแล้วละก็ยิ่งเครียดขึ้นไปอีก...เอาล่ะๆ ใจเย็นๆ ครับ บางทีการชงกาแฟก็ไม่ใช่เรื่องยุ่งเรื่องยากขนาดนั้น ตัดเรื่องเมล็ดกาแฟและเครื่องชงหลากหลายราคาไปแล้ว เคล็ดลับการชงกาแฟยังมีอีกมากที่จะใช้ให้คุณได้กาแฟแก้วโปรดมาเชยชม วิธีการก็ไม่ยาก เอาเป็นว่าอ่านแล้วลองเอาไปทำดูก็แล้วกันครับ เริ่มจาก...
ควรบดกาแฟใหม่ทุกครั้งที่ชงกาแฟ หรือไม่ควรใช้ผงกาแฟที่บดไว้แล้วนานเกิน 3 ชั่วโมง ข้อนี้ได้รับการยืนยันจากบาริสต้าหลายๆ คนแล้วว่า กาแฟที่จะชงให้ลูกค้าต้องเป็นกาแฟที่บดใหม่ทุกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่แมคคาเฟ่ เรียกว่าบดกันแก้วต่อแก้วเลยที่เดียว สำหรับคนที่ซื้อกาแฟแล้วให้ทางร้านบดมาเลย ข้อนี้อาจจะทำได้ยากลำบากซะหน่อย แต่บาริสต้าก็แนะนำมาอีกว่า ถ้าบดใหม่ทุกครั้งไม่ได้ ก็ให้เก็บกาแฟที่บดแล้วไว้ในที่ที่แห้งและอากาศไม่สามารถเข้าไปได้ ก็จะเป็นการรักษารสชาติของกาแฟที่บดแล้วไว้ได้ระดับหนึ่ง

ปริมาณกาแฟที่ใช้ชงต่อครั้งให้อยู่ระหว่าง 8-10 กรัม ซึ่งโดยทั่วไปที่ใส่กาแฟของเครื่องชงทั่วไปก็จะอยู่ในระดับนี้อยู่แล้วต่อการชงกาแฟ 1 ช็อต บางคนอยากได้กาแฟที่รสชาติเข้ม พยายามใส่กาแฟเพิ่มเข้าไปเพื่อให้ได้กาแฟแบบเข้มข้ม สุดท้ายกลับได้กาแฟรสชาติไม่เข้ม ทั้งนี้ก็เพราะผงกาแฟแน่นมากเกินไปทำให้น้ำผ่านผงกาแฟได้ไม่สะดวก เลยได้กาแฟแบบจืดๆ แทน
ใช้น้ำสะอาด ที่ไม่มีสีไม่มีกลิ่น น้ำมักเป็นสิ่งที่เรามองข้าม บางคนคิดว่าแค่น้ำสะอาดก็น่าจะพอแล้ว จึงไม่ค่อยพิถีพิถันในการเลือกน้ำมากนัก บางคนคิดว่าน้ำขวดที่ขายๆ อยู่เป็นน้ำที่เหมาะกับการชงกาแฟแล้ว แต่อยากจะบอกว่าน้ำบรรจุขวดที่ขายๆ อยู่ทั่วไปถ้าลองชิมดูแล้วจะรู้ว่าน้ำแต่ละยี่ห้อก็มีกลิ่นและรสชาติที่ไม่เหมือนกัน น้ำที่เหมาะที่สุดสำหรับการชงกาแฟ มีศัพท์เรียกแบบยากๆ ว่าเป็นน้ำที่ผ่านกระบวนการ Reverse Osmosis ซึ่งเดี๋ยวนี้จะเห็นได้ง่ายตามตู้กดน้ำตามหมู่บ้าน (แต่ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ว่าเป็นน้ำ Reverse Osmosis จริงๆ) เอาวิธีง่ายที่สุดก็น่าจะเป็นน้ำต้มสุกน่าจะเข้าท่ามากที่สุดก็แล้วกันครับ ส่วนเรื่องอุณหภูมิของน้ำก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่ต้องให้ความสนใจครับ อุณหภูมิของน้ำที่เหมาะในการชงกาแฟอยู่ที่ 90-96 องศาครับ ซึ่งเครื่องชงกาแฟทั่วไปจะตั้งค่าไว้ที่ประมาณนี้ครับ
ดื่มกาแฟที่ชงแล้วขณะที่ร้อนอยู่และอย่านำกาแฟไปอุ่นซ้ำ คอกาแฟตัวจริงจะรู้ดีกว่ากาแฟจะมีรสชาติดีหลังจากชงเสร็จแล้วไม่เกิน 15 นาที บางคนที่ชอบชงกาแฟมาทิ้งไว้แล้วปล่อยไว้ให้เย็น อยากจะบอกว่าคุณพลาดชิมรสชาติที่ดีที่สุดของกาแฟไปแล้ว ถ้าอยากจะแก้ตัวด้วยการเอาไปอุ่นด้วยแล้วล่ะก็ ขอบอกว่าคิดผิดถนัด เพราะกาแฟที่ถูกนำไปอุ่นจะเป็นกาแฟที่มีรสฝาดมากขึ้น เสียกาแฟไปทันที
ควรอุ่นถ้วยกาแฟก่อนการใช้ทุกครั้ง ขั้นตอนง่ายๆ ที่ใครๆ ก็ทำได้ ถ้าเป็นเครื่องชงกาแฟแบบคุณภาพดีนอกจากจะมีที่บดเมล็ดกาแฟแล้ว ยังมีที่อุ่นแก้วกาแฟมาพร้อมกันด้วย แต่ถ้าไม่มีเครื่องชงราคาแพงๆ ก็แค่เอาแก้วกาแฟที่จะใช้ไปลวกน้ำร้อนก็ใช้ได้แล้ว การอุ่นแก้วกาแฟเป็นการปรับอุณหภูมิของแก้วกาแฟให้พร้อมรับกาแฟร้อน หรือเรียกอย่างง่ายๆ ว่าเป็นการปลุกแก้วกาแฟให้ตื่นก็ว่าได้ (ฟังๆ ดูเหมือนกำลังจะดื่มไวน์ยังไงก็ไม่รู้นะครับ)

นอกจากที่กล่าวมาแล้วยังมีเคล็ดลับอีกเล็กๆ น้อยๆ ที่น่าสนใจอีก อย่างเช่น ควรล้างเครื่องชงกาแฟหลังใช้งานเสร็จทุกครั้ง เพราะถ้าไม่ล้าง เครื่องจะทำการเก็บกลิ่นกาแฟไว้ หากคุณต้องการเปลี่ยนกาแฟใหม่ กลิ่นและรสชาติที่ค้างอยู่ในเครื่องจะทำให้กาแฟเสียรสชาติไป
หรือถ้า พบว่ากาแฟที่คุณซื้อมามีรสเปรี้ยวมากเกินไป ให้ลองใส่เกลือลงไปในผงกาแฟซักเล็กน้อย ความเปรี้ยวของกาแฟจะลดลง และเกลือจะช่วยขับความขมและความหอมของกาแฟออกมามากขึ้น
เก็บมาฝาก กันพอหอมปากหอมคอเผื่อครั้งหน้าใครจะชงกาแฟจะได้นำไปใช้ครับ แต่ถ้าไม่มั่นใจว่าจะเวิร์คตามที่ต้องการหรือเปล่า ลองให้มืออาชีพเค้าจัดการแล้วเรานั่งรอจิบอย่างเดียวก็เข้าท่าดีนะครับ
พักไปทำความรู้จักกับเรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับกาแฟกันหลายตอน ตอนนี้เราจะกลับมาพูดถึงกาแฟกันต่อครับ...อันว่ากาแฟถ้าจะให้แบ่งเป็นประเภทใหญ่ๆ ก็คงแบ่งได้ไม่มีแบบ เช่น ถ้าแบ่งตามสีก็คงได้ กาแฟดำ กับกาแฟที่ใส่ครีมหรือใส่นม (ถ้าเป็นภาษาอังกฤษก็จะเรียกง่ายๆ ว่า Black Coffee กับ White Coffee) แต่ถ้าจะแบ่งตามประเภทเครื่องดื่มร้อนเย็น ก็คงแบ่งได้เป็นกาแฟร้อน และกาแฟเย็น แต่ในกาแฟเย็นก็มีกาแฟอีกประเภทหนึ่งที่ได้รับความนิยมมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนุ่มสาวตามออฟฟิศที่มักจะสั่งกาแฟประเภทนี้ดื่มในช่วงบ่ายๆ เพื่อให้ตัวเองกระชุ่มกระชวย และลดอาการง่วงเหงาหาวนอนในออฟฟิศ กาแฟที่ว่านั้นก็คือ....กาแฟปั่น....นั่นเอง
กาแฟปั่นเป็นชื่อเรียกง่ายๆ แบบภาษาไทย แต่ในร้านกาแฟใหญ่ๆ (อาทิเช่น McCafe’) จะเรียกกาแฟเมนูกาแฟปั่นเป็นคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า “Frappe’” ตัวอย่างเช่น Coffee Frappe’, Mocha Frappe’, Caramel Frappe’ เป็นต้น นอกจากคำว่า Frappe’ แล้ว ร้านกาแฟบางร้านยังจะเรียกกาแฟปั่นว่า Smoothie อีกด้วย (แต่ตามความรู้สึกของผม คำว่า Smoothie จะทำให้คิดถึงเมนูน้ำผลไม้ปั่นมากกว่า)

เพื่อนๆ บางคนที่ชอบดื่มกาแฟปั่น พยายามทำกาแฟปั่นทานเองแต่มักจะไม่ค่อยได้ตามแบบที่มืออาชีพเค้าทำไว้ วันนี้ผมเลยมีสูตรการทำกาแฟปั่นแบบสั้นๆ มาฝากกันครับ
1. เริ่มจากสำรวจเครื่องปั่นที่บ้านก่อนครับ ในการปั่นกาแฟถ้าจะให้เนียนเหนียวเป็นเนื้อเดียวกัน เครื่องปั่นต้องแรง สัก 500 watt ขึ้นไปเป็นอย่างน้อย รับรองว่าได้กาแฟปั่นแบบเนียนเหนียวเป็นเนื้อเดียวกันเลย (อย่าลืมนะครับการทำเครื่องดื่มกาแฟปั่นต้องได้เนื้อที่เนียนเหนียว ไม่ใช่เนื้อที่หยาบและเหลวเหมือนกันน้ำผลไม้ปั่น) 2. ต่อมากาแฟที่จะใช้ปั่นต้องเข้มข้นครับ โดยทั่วไปจะใช้กาแฟ 2 Shot ครับ 3. น้ำแข็งที่ใช้ปั่น ควรเป็นน้ำแข็งที่สะอาด ใช้ได้ทุกแบบ มีเคล็ดลับให้จำง่ายๆ ว่าถ้าใช้น้ำแข็งเกล็ดก็ใช้แก้วกาแฟเย็น 22 ออนซ์ตวงเลย ประมาณ ¾ แก้ว ถ้าใช้น้ำแข็งบดก็ต้องตวงให้เต็มแก้ว ถ้าใช้น้ำแข็งหลอดที่บดแล้วก็ต้องให้พูนแก้ว (แต่ไม่แนะนำให้ใช้น้ำแข็งก้อนแบบเป็นมือ ครับ อันนั้นเหมาะสำหรับใส่ถังน้ำเอาไว้เล่นสงกรานต์มากกว่า...ฮ่าๆ )

วิธีการทำก็ง่ายๆ ครับ แค่ใส่น้ำแข็งลงไปก่อน แล้วเทส่วนผสมอื่นๆ ตามลงไป เช่น กาแฟ นมสด น้ำตาล หรือน้ำเชื่อมชนิดต่างๆ ปริมาณเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับตัวคุณเองเลยครับ ชอบหวานมาก็ใส่มาก ชอบหวานน้อยก็ใส่น้อย จากนั้นกดปุ่มปั่นไม่เกิน 1 นาที ก็จะได้กาแฟปั่นที่เนียน เหนียว เป็นเนื้อเดียวกัน โปะหน้าด้วยวิปครีมอีกเล็กน้อย...ราดด้วยซ้อสช็อคโกแลตอีกหน่อย....อึ้ม....เอาสเต็กมาแลกก็ไม่ยอม....(รู้กันพอดีว่าเป็นคนรุ่นไหน...ฮ่าๆ)
กาแฟปั่นจะมีลูกเล่นในการเพิ่มรสชาติให้แปลกใหม่ ด้วยการใช้น้ำเชื่อมแบบต่างๆ หรือใส่ของทานเล่นลงไปผสมด้วย เช่น ใส่น้ำเชื่อมคาราเมล น้ำเชื่อมรสวานิลลา เกล็ดช็อคโกแลต คุ้กกี้หรือครีมลงไปปั่นด้วย เพื่อให้ได้รสชาติที่แปลกใหม่ ดื่มแล้วให้ความสดชื่นร่วมด้วย

กาแฟปั่นนิยมโปะหน้าด้วยวิปครีม และราดด้วยน้ำเชื่อมหรือครีมรสต่างๆ ซ้ำอีกครั้งหนึ่ง ทำให้ได้กาแฟรสชาติที่หวานมันถูกปาก และดื่มง่าย จนหลายคิดว่ากำลังทานขนมอยู่ จึงไม่น่าแปลกใจที่เมนูกาแฟปั่นได้รับความนิยมแพร่หลายไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะคนที่ดื่มกาแฟเท่านั้น แต่ยังขยายไปถึงคนที่ชอบดื่มเครื่องดื่มเย็นแบบต่างๆ อีกด้วย ถ้าคุณเป็นคอกาแฟ แล้วอยากแนะนำให้เพื่อนได้ลองดื่มเมนูกาแฟที่ดื่มง่ายแล้วล่ะก็ กาแฟปั่นเป็นเครื่องดื่มที่น่าจะสร้างความประทับใจได้ไม่ยาก ถ้าเป็นมือใหม่ยังไม่อยากที่จะทำทานเองที่บ้าน แนะนำกาแฟปั่นที่แมคคาเฟ่ครับ ตัวผมเองลองมาหลายเมนูแล้วบอกได้คำเดียวว่า “โดน” ทุกเมนู ยิ่งถ้าได้ทานกับขนมปังหรือเค้กซักชิ้น ลืมของว่างแบบอื่นๆ ไปเลย

จบเรื่องกาแฟแบบปั่นๆ ครั้งหน้าจะปั่นเรื่องอะไรมาให้เพื่อนๆ อ่าน ต้องติดตามกันต่อครับ ส่วนวันนี้คงต้องออกไปหา Roasted Almond Frappe’ กาแฟปั่นผสมอัลมอนด์ของแมคคาเฟ่ทานก่อนซักแก้ว นั่งเขียนไปทั้งๆ ที่น้ำลายไหลนี่มันทรมานจริงๆ ครับ แฮ่ๆ

กาแฟ & Activities

posted on 28 Oct 2008 10:10 by coffeetalk  in CoffeeTime
ขึ้นต้นหัวเรื่องมาแบบลูกครึ่ง ไม่มีอะไรมากหรอกครับ ก็แค่อยากให้ดูเข้าใจง่าย ขืนถ้าลองใช้คำว่า กาแฟกับกิจกรรม เพื่อนๆ พาลจะงงกันไปเปล่าๆ เอาเป็นว่าตอนนี้เราจะมาคุยกันถึงกิจกรรมต่างๆ ที่มักทำควบคู่ไปกับการดื่มกาแฟก็แล้วกันครับ ให้เวลาคิดซัก 10 วินาที ให้เพื่อนๆ ลองคิดดูครับว่าเคยทำอะไรระหว่างดื่มกาแฟไปด้วย นั่งเหม่อ...มองผู้คน...ฟังเพลง หรือนั่งคิดถึงเค้าคนนั้น (ฮิ้ว....) สำหรับผมตอนนี้ขอเอากิจกรรมที่พบบ่อยๆ มาเล่าให้เพื่อนๆ ฟังก็แล้วกันครับ เริ่มจากกิจกรรมที่ทำควบคู่ไปกับการดื่มกาแฟมาเป็นเวลาช้านานนั่นคือ
ดื่มกาแฟพร้อมกับพูดคุยเรื่องการเมือง ถ้าตอนเป็นเด็กใครเคยตามคุณปู่คุณตาหรือคุณพ่อไปร้านกาแฟน่าจะคุ้นเคยกับบรรยากาศแบบนี้ดีทีเดียว ในสมัยก่อนร้านกาแฟมักเป็นที่พบปะกันของชนชั้นสูงหรือพวกนักเรียนนอก ซึ่งถือว่าเป็นพวกที่มีแนวคิดทันสมัยเกี่ยวกับเรื่องการเมือง แรกๆ ก็คุยกันเฉพาะในวงชนชั้นสูง แต่ต่อมา การเมืองก็กลายเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวชาวบ้านร้านตลาดมากขึ้น คนทั่วไปเลยพลอยถือโอกาสพูดคุยเรื่องการเมืองในขณะที่ดื่มกาแฟไปด้วย เป็นที่มาของคำว่า “สภากาแฟ” แต่ช่วงนี้งดๆ ไว้หน่อยก็ดีครับ หันไปคุยเรื่องบันเทิง เรื่องความรัก หรือเรื่องอื่นๆ น่าจะเข้าท่ากว่า...เน้อะ...
ดื่มกาแฟพร้อมกับอ่านหนังสือ จิบกาแฟรสชาติถูกปากพร้อมอ่านหนังสือดีๆ ซักเล่ม ข้อนี้เป็นกิจกรรมที่ผมทำบ่อยที่สุด เรียกว่าถ้าได้หนังสือใหม่มาหนึ่งเล่ม ไม่ว่าจะเป็นนิตยสาร หนังสือพ็อกเก็ตบุ้ค หรือแม้กระทั่งหนังสือพิมพ์รายวัน เป็นต้องสอดส่ายสายตาหาร้านกาแฟรสชาติดีบรรยากาศเยี่ยม สำหรับนั่งฆ่าเวลาอ่านหนังสือซักครึ่งชั่วโมงก็ยังดี (เท่าที่เจอมาหนอนหนังสือส่วนใหญ่มักจะเป็นคอกาแฟคู่กันไปด้วย ไม่เชื่อให้ลองสังเกตดูตามร้านกาแฟ จะเห็นคนที่นั่งคนเดียวนั่งอ่านหนังสืออยู่บ่อยๆ)

ดื่มกาแฟพร้อมกับทำงาน จะเป็นเพราะเดี๋ยวนี้งานเยอะขึ้นหรือคนทำงานขยันขึ้นก็ไม่ทราบ ทำให้เดี๋ยวนี้เราจะเห็นคนนั่งทำงานตามร้านกาแฟมากขึ้น จะมาคนเดียวหรือนั่งทำงานเป็นกลุ่มก็ไม่เกี่ยง ยังไงร้านกาแฟก็เปิดรับลูกค้าอยู่เสมอ (บางคนนึกอะไรเกี่ยวกับงานไม่ออก ก็มาร้านกาแฟ เรียกว่าไอเดียดีๆ ส่วนใหญ่มีจุดกำเนิดที่ร้านกาแฟก็ได้) ซึ่งการทำงานก็มีทั้งนั่งคุยนั่งขีดเขียนโน่นนี่นั่นไปเรื่อยๆ หรือเปิดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ้ค ทำงานกันอย่างเอาจริงเอาจัง ซึ่งเดี๋ยวนี้ร้านกาแฟชั้นนำส่วนใหญ่ รวมทั้งร้านแมคคาเฟ่ ก็มักจะมีบริการอินเตอร์เน็ตแบบ Wi-Fi ให้ลูกค้าทั้งขาประจำหรือขาจรได้ใช้กัน

ดื่มกาแฟพร้อมกับติวหนังสือ ดูตำรา...ตั้งตีห้าตีหก....(ฮัมเพลงซะทันสมัยเลย)หลายคนที่ผ่านช่วงเรียนมาแล้วน่าจะต้องเคยติวหนังสือตามร้านกาแฟมาบ้าง โดยเฉพาะร้านกาแฟที่มีทำเลใกล้ๆ มหาวิทยาลัย ถือว่าเป็นศูนย์ติวหนังสือสอบชั้นยอดของบรรดาเหล่านักศึกษา เพราะมีทั้งอาหาร เครื่องดื่ม และเครื่องปรับอากาศ บางคนมาเดี่ยว บางคนยกมาเป็นกลุ่ม เรียกได้ว่าช่วงใกล้สอบถือเป็นช่วง High Season ของบรรดาเหล่าร้านกาแฟที่อยู่รอบๆ มหาวิทยาลัยต่างๆ อย่างแท้จริง ยิ่งร้านกาแฟที่เปิด 24 ชั่วโมงเนี่ย...ยิ่งดึกยิ่งแน่น..
ดื่มกาแฟพร้อมกับนั่งคุยโทรศัพท์ อย่าเพิ่งคิดว่าเป็นเรื่องตลกนะครับ เพราะเท่าที่เห็นมาการคุยโทรศัพท์ในร้านกาแฟเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ (ซึ่งมีทั้งโทรคุยเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว รวมทั้งโทรจิกเพื่อนที่ยังไม่มาตามนัด) คิดเอาเองว่าคงเป็นเพราะร้านกาแฟ ส่วนใหญ่มักเป็นร้านที่ไม่พลุกพล่าน ทำให้การคุยโทรศัพท์สะดวกกว่าการคุยในที่อื่นๆ ถ้าไม่เชื่อลองสังเกตดูสิครับ อย่างน้อยทุก 15 นาที คุณต้องเห็นคนรับสายหรือยกหูโทรศัพท์กดโทรออกอย่างแน่นอน
ดื่มกาแฟพร้อมกับทานอย่างอื่นคู่กันไปด้วย กิน กิน และกินอันนี้เป็นกิจกรรมสุดฮิตที่ขาดไม่ได้ ไม่ว่าจะมาคนเดียวหรือมาเป็นหมู่ เมื่อสั่งกาแฟแล้วหลายคนมักจะสั่งของว่างมาทานด้วย (มีทั้งสั่งของว่างก่อนแล้วตบท้ายด้วยกาแฟ หรือสั่งกาแฟแล้วตบท้ายด้วยของว่าง ตามแต่สะดวก) การเดินเข้าร้านกาแฟถ้าใจไม่แข็งจริง คุณอาจจะได้ทั้งอาหารว่างและอาหารหนักๆ ติดไม้ติดมือคู่มากับกาแฟ อย่างร้านประจำของผมจะมีให้เห็นบ่อยๆ ที่สั่งเบอเกอร์ แล้วตบท้ายด้วยกาแฟ หรือสั่งไก่ทอดแล้วก็ตบท้ายด้วยกาแฟอีกแก้ว (บางคนกินกาแฟแก้วเดียว แต่ของทานว่างซ้ำด้วยของหนักๆ 3 เมนู ฮ่าๆ)

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ สำหรับเรื่องราวที่เอามาฝากกัน ถ้าใครมีอะไรเด็ดๆ หรือฮาๆ ที่มักจะทำระหว่างดื่มกาแฟไปด้วย ก็ฝากบอกกันไว้ได้นะครับ ครั้งหน้าถ้าไปที่ร้านกาแฟจะได้ถือโอกาสทำบ้าง ไม่แน่อาจเซ็ตเป็น trend ใหม่สำหรับร้านกาแฟที่จะเปิดต่อไปเลยก็ได้ เขียนเรื่องกาแฟมากๆ ชักเปรี้ยวปากขอตัวไปหากาแฟดื่มก่อนก็แล้วกันครับ