แนะนำตัวกันไปแล้ว 1 ตอน ตอนนี้จะพาเพื่อนๆ ไปทำความรู้จักกับกาแฟมากขึ้น สำหรับคนที่กำลังจะเริ่มดื่มกาแฟ หรือดื่มกาแฟมาซักระยะนึงแล้ว จะรู้สึกว่าเวลาสั่งกาแฟดื่มซักแก้วนึงนี่ไม่ใช่เรื่องง่ายซะทีเดียว ถ้ากาแฟมีแค่กาแฟร้อนกับกาแฟเย็นก็แล้วไป แต่ความเป็นจริงถ้าเดินเข้าร้านขายกาแฟเราจะเห็นเมนูกาแฟแปะอยู่ที่ข้างฝา มากมาย มือใหม่บางคนเห็นแค่เมนูก็ถอดใจอยากจะเดินออกจากร้านซะเดี๋ยวนั้น บางคนที่ใจถึงหน่อยก็อาจจะถามกับคนขายนิดหน่อย หรือถ้าอยากจะเพลย์เซฟก็สั่งกว้างๆ ว่ากาแฟเย็นหรือกาแฟร้อน ว่าแล้วก็ถอนหายใจโล่งอก กล้าๆ จ่ายเงินแล้วรอกาแฟต่อไป
แต่ปัญหาเหล่า นี้จะหมดไป (ทำอย่างกับรายการขายของทางทีวี) เมื่อคุณได้อ่านเรื่องราวที่นำมาฝากกันต่อไปนี้...ก่อนที่จะไปถึงกาแฟชนิด ต่างๆ ต้องมารู้จักคำนี้กันก่อน “บาริสต้า” (Barista) ถ้าถามคนที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงที่เกี่ยวกับกาแฟ น้อยคนนักที่จะให้คำตอบได้ (แต่ถ้าไปถามคนที่ชอบดูซีรี่ย์เกาหลีอาจจะตอบได้) ถ้าไปถามคนที่ชอบดูบอลอาจจะตอบเดาๆ มาว่าเป็นนักฟุตบอล แต่ความจริงแล้วพูดให้เข้าใจง่ายๆ “บาริสต้า” ก็คือคนชงกาแฟนั่นเอง...บาริสต้าเป็นคำในภาษาอิตาเลี่ยน ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า “Barman” แปลให้ตรงตัวก็คือคนชงเครื่องดื่มในบาร์ แต่บาร์ในที่นี้ก็คือร้านกาแฟนั่นเอง บาริสต้าไม่ใช่แค่พนักงานชงกาแฟเท่านั้น แต่ต้องเป็นคนที่มีความรู้และสามารถสร้างบรรยากาศความเป็นกันเองให้กับแขก ได้ด้วย ร้านกาแฟดังๆ หลายๆ ร้านบาริสต้าเก่งๆ จะเป็นเหมือนนางกวักที่คอยเรียกลูกค้าให้เข้าร้าน...แต่เท่าที่เคยเจอมาบาง ครั้งอยู่ดีๆ ไปเรียกพนักงานชงกาแฟในร้านว่า “บาริสต้า” บางคนก็ทำหน้างงๆ เหมือนกัน
จบ จากเรื่องคนชงก็มารู้จักกับกาแฟสูตรต่างๆ กันดีกว่า เริ่มจากเอสเพรสโซ่ คือกาแฟที่ถูกชงด้วยน้ำเดือดอัดความดัน และเป็นพื้นฐานของการนำไปผสมกาแฟหลายๆ ชนิด หรือไม่ก็เสิร์ฟเปล่าๆ ก็ได้ เอสเพรสโซจะเสิร์ฟเป็นชอต ในแก้วเล็กๆ และต้องเป็นกาแฟร้อนเท่านั้น (ถ้าเข้าไปร้านไหนแล้วมีให้เลือกว่าจะดื่มเอสเพรสโซร้อนหรือเย็น ให้รีบแก้ตัวว่าลืมของไว้ในรถแล้วรีบออกจากร้านไปหาร้านใหม่ทันที) เอสเพรสโซ่เป็นกาแฟที่มีรสชาติเข้มที่สุด (เข้มที่สุดไม่ได้หมายความว่าขมที่สุด) ร้านกาแฟบางร้านเน้นใช้กาแฟที่คั่วจะเกือบไหม้เอามาทำเอสเพรสโซ่บอกได้เลย ว่ากาแฟแก้วนั้นไม่ใช่เอสเพรสโซ่ แต่น่าจะเรียกว่า “กาแฟไหม้” มากกว่า ถ้านิยมดื่มกาแฟรสชาติอ่อนๆ ให้เลี่ยงเมนูนี้ เพราะเอสเพรสโซ่เหมาะสำหรับคนที่ชอบรสชาติกาแฟแท้ๆ เท่านั้น หลายคนดื่มโดยไม่ใส่น้ำตาล ที่สำคัญเอสเพรสโซ่ที่ชงถูกวิธีจะต้องมีฟองสีทองลอยอยู่ด้านบน
(ถ้าไม่มีให้เรียกบาริสต้ามาอบรมหรือดื่มร้านนั้นเป็นครั้งสุดท้าย)
“คา ปูชิโน” ว่ากันว่าชื่อของกาแฟสูตรนี้ได้มาจากสีจีวรของนักบวชนิกายคาปูชิน โดยมีจุดกำเนิดจากการที่นักบวชต้องสวดมนต์ป็นเวลานาน จึงต้องหากาแฟมาดื่ม แต่ถ้าจะให้ดื่มแต่กาแฟเพียวๆ ก็พาลจะนอนไม่หลับเอา และกาแฟอย่างเดียวก็ไม่อยู่ท้อง นักบวชคาปูชินจึงได้เอานมสดมาผสม หลังจากนั้นกาแฟสูตรนี้ก็ได้รับความนิยม และเรียกต่อๆ กันมาว่า “คาปูชิโน” โดยทั่วไปนิยมดื่มหลังอาหารเช้า แต่ที่เมืองไทยจะดื่มตอนไหนก็ไม่ขัด กาแฟสูตรนี้มีจุดเด่นคือต้องประกอบด้วย กาแฟ นม และฟองนมอย่างละเท่าๆ กัน อาจโรยด้วยผงโกโก้หรืออบเชยเพื่อเพิ่มกลิ่นหอม เวลาดื่มไม่ต้องคนให้เข้ากัน เพราะรสชาติที่แท้จริงของคาปูชิโนก็คือกาแฟที่ไหลผ่านนมและฟองนม คาปูชิโนไม่นิยมดื่มเป็นเครื่องดื่มเย็น มือใหม่ที่หัดดื่มกาแฟ ถ้าเจอคาปูชิโนเย็นเข้าไปอาจเข็ดกับรสชาติของกาแฟไปเลย...
แค่ 2 สูตรยังเล่นเอาซะเมื่อย อดใจไว้ต่อตอนสองละกันครับ
#2 By YiUM ชีวิตจริงไม่เหมือนฝัน on 2008-09-02 13:55