CoffeeTime

ผง…ชูรสกาแฟ ตอนที่ 2

posted on 21 Oct 2008 10:37 by coffeetalk  in CoffeeTime
ความเดิมจากตอนที่แล้ว ผมพาเพื่อนๆ ไปรู้จักกับผงปรุงกลิ่นกาแฟมา 2 ชนิด ยังขาดการทดลองของผงปรุงกลิ่นกาแฟอีก 2 ชนิด แต่อย่าเพิ่งใจร้อนเพราะยังมีเรื่องอื่นที่น่าสนใจอยากเล่าให้ฟังกันก่อนว่า...อันผงปรุงกลิ่นกาแฟนี้ยังไม่มีชื่อเรียกเป็นทางการ เท่าที่ได้ยินมาเพื่อนๆ บางคนเรียกแบบอินเตอร์ว่า Topping บางคนเรียกง่ายๆ เลยว่าเป็นเครื่องเทศ แต่จะเรียกยังไงก็ตามคุณสมบัติของมันก็คือการทำให้กลิ่นของกาแฟเปลี่ยนไปจากเดิม ผมจึงขอเรียกกันให้เข้าใจง่ายๆ ว่าผงปรุงกลิ่นกาแฟหรือผงปรุงกาแฟก็แล้วกันครับ...
จบเรื่องแถลงการณ์แล้วมาต่อกับผงปรุงกาแฟที่เหลือได้แก่ วานิลลา และผงจันทน์เทศ เริ่มจาก ผงวานิลลา เมื่อพูดถึงวานิลลาเพื่อนๆ จะนึกถึงอะไรมากที่สุดครับ...ติ๊กต่อกๆ....คำตอบแรกๆ จะต้องมีไอศกรีมออกมาแน่นอน (เด็กๆ ที่อยากกินไอศกรีม ถ้านึกอะไรไม่ออก ผู้ใหญ่มักจะสั่งไอศกรีมรสวานิลลามาให้ก่อนเป็นอันดับแรก) นอกเหนือจากไอศกรีม ก็น่าจะเป็นพวกขนมนมเนยต่างๆ แต่ถ้าให้นึกถึงกาแฟกับวานิลลา หลายคนคงยังไม่มีโอกาสได้ลอง...งั้นผมรับอาสาเอง...

เริ่มจากสั่งกาแฟ Flat White มาประจำการที่โต๊ะ แล้วจัดการเดินไปหยิบผงวานิลลามาเหยาะลงไปบนผิวกาแฟสีน้ำตาลอ่อนทันที!

กลิ่น : หลังจากปล่อยให้ผงวานิลลาละลายซักครู่ ก็ยกกาแฟขึ้นจิบ กลิ่นของวานิลลาลอยขึ้นมาแตะจมูก ทำให้รู้สึกว่ากาแฟแก้วนี้ มีกลิ่นของความหอมหวานเพิ่มมากขึ้น (กลิ่นนมอุ่นๆ หลบไปอยู่ด้านหลังอย่างเงียบๆ) รสชาติ : ตัวผงวานิลลามีออกหวานหน่อยๆ แต่เมื่อใส่ลงไปในกาแฟแม้เพียงนิดเดียวกลับให้ความรู้สึกเพิ่มขึ้นอย่างประหลาด อาจเป็นเพราะความเคยชินกับวานิลลาที่ผสมอยู่ในขนมนมเนยก็เป็นได้ (หรืออาจจะเป็นไปได้ว่าผงสีขาวๆ ให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับน้ำตาล) ความเป็นกาแฟ : อย่างที่บอกว่าการรับรู้เกี่ยวกับวานิลลาส่วนใหญ่มักเกี่ยวกับไอศกรีมหรือขนมนมเนย เมื่อได้ลองดื่มกาแฟที่ใส่ผงปรุงกลิ่นวานิลลา ก็เลยให้ความรู้สึกว่าตัวเองกำลังดื่มกาแฟรสวานิลลา ซึ่งถ้าเป็นคนชอบกลิ่นวานิลลาก็น่าจะตกหลุมรักได้ไม่ยาก แต่ถ้าเป็นคอกาแฟที่ชอบสูดกลิ่นกาแฟ กาแฟแก้วนี้จะหอมหวานขึ้นอีกนิด

มาถึงผงปรุงกลิ่นตัวสุดท้ายที่มีให้เห็นไม่บ่อยนักตามร้านกาแฟ แต่ที่แมคคาเฟ่ มีให้ลอง ผงที่ว่านี้ก็คือ (ดนตรีเปิดตัวยิ่งใหญ่)....ผงจันทน์เทศ นั่นเอง.....เท่าที่ถามๆ คนที่ดื่มกาแฟมาหลายๆ คน มักจะตอบว่าไม่เคยลองผงจันทน์เทศ ทั้งนี้ก็เพราะไม่ค่อยมีให้ลอง หรือถ้ามีก็ใจไม่ถึงพอที่จะใส่ผงจันทน์เทศลงไปในกาแฟถ้วยโปรดของตัวเอง เพราะไม่ค่อยแน่ใจว่าใส่แล้วจะเป็นยังไง...ไม่เป็นไร...ใครที่ไม่กล้าหรือไม่เคย ผมจะเล่าให้ฟัง....
แต่ก่อนอื่นผมว่าเราควรจะมารู้จักกับผลจันทน์เทศกันก่อนดีกว่า จันทน์เทศ มีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Nutmeg เป็นเครื่องยาที่ใช้มากในยาไทย กลิ่นหอม มีสรรพคุณบำรุงกำลัง บำรุงธาตุ แก้ธาตุพิการ ขับลม แก้ปวดมดลูก แก้ท้องร่วง บำรุงโลหิต (โอ้ว....ครอบจักรวาลจริงๆ) แต่ถ้าเอามาใส่ในกาแฟ “กลิ่น” จะเป็นสิ่งที่จุดเด่นที่สุดของผงจันทน์เทศ

รู้จักกับสรรพคุณกันไปแล้ว...ไม่พูดพล่ามทำเพลงอีกต่อไป ยกขวดโรยผงจันทน์เทศลงไปบนกาแฟทันที...แล้วเรามาติดตามผลการทดลองนี้กัน
กลิ่น : ทันทีที่โรยผงจันทน์เทศลงไปบนกาแฟ กลิ่นของผงจันทน์เทศก็ลอยขึ้นมาแตะจมูกทันที เมื่อยกกาแฟขึ้นมาจิบ ก็ได้กลิ่นหอมเหมือนพริกไทยลอยมาทันที ระหว่างจิบต้องจิบกาแฟช้าๆ และดมกลิ่นอย่างนุ่มนวล ไม่อย่างงั้นอาจจามได้ รสชาติ : ผงจันทน์เทศไม่ทำให้รสชาติของกาแฟเปลี่ยนไป แต่ที่ทำให้เปลี่ยนคือกลิ่นของกาแฟที่เพิ่มความฉุนแบบพริกไทยเข้ามาด้วย ซึ่งนับว่าแปลกและน่าสนใจดีทีเดียว ความเป็นกาแฟ : ถ้าใช้ลิ้นวิเคราะห์ความเป็นกาแฟเมื่อใส่ผงจันทน์เทศจะยังคงอยู่เหมือนเดิม แต่ถ้าใช้จมูกในการรับรู้ร่วมด้วย กลิ่นกาแฟที่หลายๆ คนชอบ จะกลายเป็นกาแฟที่มีความหอมแบบน่าสนใจมากขึ้นไปอีก

จบเรื่องราวของผงปรุงกลิ่นทั้ง 4 ชนิด เพื่อนๆ คนไหนมีความคิดเห็นแบบไหนบอกได้ครับ...ส่วนตัวผมเองถ้าให้บอกว่าชอบแบบไหนมากที่สุด คงจะตอบแบบเอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่ถ้าให้ตอบว่าใช้อันไหนมากที่สุดก็พอจะเรียงลำดับได้ตามนี้ อบเชย จันทน์เทศ ช็อคโกแลต และวานิลลา ส่วนของเพื่อนๆ เมื่อได้ลองแล้วเป็นยังไงเอามาบอกกันบ้างนะครับ

ผง...ชูรสกาแฟ ตอนที่ 1

posted on 15 Oct 2008 10:12 by coffeetalk  in CoffeeTime
วันนี้จะพาเพื่อนๆ ไปรู้จักกับเรื่องผงๆ ที่ช่วยให้กาแฟแก้วโปรดมีรสชาติที่ดีขึ้น...แต่ก่อนอื่นต้องขอแจ้งอะไรก่อนเล็กน้อย สำหรับเรื่องที่มีใครบางคนตั้งข้อสงสัยว่าบล็อคนี้เป็นบล็อคที่จะมาโฆษณาขายของหรือเปล่า...ตอบกันตามความเป็นจริงว่าบล็อคนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ของการเข้ามาขายของ แต่เกิดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการเผยแพร่เรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับกาแฟ โดยทาง McCafe เป็นสื่อกลาง เรื่องราวที่นำมาฝากจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับกาแฟที่พบเห็นได้ทั่วไป ไม่จำกัดอยู่เฉพาะที่ McCafe เท่านั้น ใครที่มีเรื่องราวที่อยากรู้ก็สามารถเสนอเข้ามาได้ทางผมและผู้มีประสบการณ์ของ McCafe จะติดตามหาข้อมูลมาให้ครับ...ส่วนเพื่อนๆที่ติดตามอ่านมาตลอดหรือเพื่อนๆ ที่แวะเวียนเข้ามาอ่านเฉพาะตอนที่ตัวเองสนใจ ยังไงผมก็ต้องขอขอบคุณไว้ด้วยครับ
กลับมาที่เรื่องราวของวันนี้กันต่อ เรื่องของผง...ที่ช่วยชูรสกาแฟ อย่าเพิ่งคิดไปไกลว่าเป็นเทคนิคชั้นสูงของการชงกาแฟ จริงๆ แล้วเป็นเรื่องของผงเล็กๆ ที่บรรจุอยู่ในขวด ที่ให้คอกาแฟที่อยากเปลี่ยนหรือปรุงรสชาติได้ลองลิ้มรสชาติของกาแฟที่แปลกออกไป ถ้าเป็นก๋วยเตี๋ยวก็คงยกมาทั้งพวงน้ำตาล พริกป่น น้ำส้มและน้ำปลา แต่สำหรับกาแฟแล้วผงที่ว่า...เห็นอยู่บ่อยๆ มี 4 ชนิด ได้แก่ ผงโกโก้หรือช็อคโกแลต ผงอบเชยหรือชินนามอน (ซามูไรที่คางบุ๋มเป็นรูปก้นในเรื่องอิกคิวซังไม่รู้ว่ามีที่มาจะอบเชยบ้านเราหรือเปล่า) ผงวานิลลา และสุดท้ายคือผงจันทน์เทศ ร้านกาแฟส่วนใหญ่มีให้เลือกหนึ่งหรือสองชนิด แต่ร้านกาแฟบางร้าน อย่างเช่นร้านแมคคาเฟ่ มีให้คอกาแฟได้ลองครบทั้ง 4 ชนิด (ถ้าที่ไหนมีผงปรุงแต่งให้เลือกนอกเหนือจากนี้ ฝากเพื่อนๆ แจ้งให้ทราบด้วยครับ จะได้หาโอกาสลอง ผมเคยมีเพื่อนชอบดื่มกาแฟใส่ผงพริกไทย แต่ต้องชงทานที่บ้านเท่านั้น ออกไปทานข้างนอกหาร้านที่มีพริกไทยให้ใส่ยังไม่เคยเจอ)

โดยทั่วไปการใส่ผงปรุงแต่งกลิ่นพวกนี้ มักนิยมกับเมนูกาแฟร้อนที่มีส่วนผสมของนม ได้แก่ คาปูชิโน่ ลาเต้ และ Flat Whiteที่ไม่ใช้กับคาปูชิโน่หรือลาเต้ก็เพราะไม่อยากให้กลิ่นฟองนมด้านบนของกาแฟมาตีกับกลิ่นของผงปรุงกลิ่นที่ใส่ลงไป พร้อมแล้วเรามาสนุกไปกับการทดลองนี้ด้วยกันครับ... (ว่าแล้วก็ใส่เสื้อกราวน์แต่งตัวให้เหมือนนักวิทยาศาสตร์ในรายการ Mega Clever ฉลาดสุดๆ กันเลย)

ผงปรุงกลิ่นอย่างแรกที่ลองคือ ช็อคโกแลต ที่พบได้ง่ายที่สุดตามร้านกาแฟแทบทุกร้าน (บางร้านจะใช้ผงโกโก้แทน แต่อนุโลมให้ถือว่าเป็นประเภทเดียวกันก็แล้วกันครับ) พอเหยาะลงไปบนผิวด้านบนของกาแฟ Flat White ผงช็อคโกแลตจะละลายเป็นสีน้ำตาลเข้ม ทิ้งไว้ซักครู่แล้วจึงยกขึ้นดื่ม
กลิ่น : จากกาแฟแบบเดิมๆ เมื่อเติมผงช็อคโกแลตลงไป เมื่อยกขึ้นจิบจะได้กลิ่นของนมกับช็อคโกแลตผสมกันให้ความรู้สึกเหมือนกำลังดื่มกาแฟที่มีกลิ่นช็อคโกแลตคู่ไปด้วย หลังจากจิบอึกแรกแล้ว ลองใส่ผงช็อคโกแลตเพิ่มอีก ผิวหน้าของกาแฟก็กลายเป็นแพช็อคโกแลต กลิ่นช็อคโกแลตแรงขึ้น สีสันเริ่มไม่น่าดื่มอีกต่อไป...(สรุปว่าเสียของนั่นเอง...ฮ่าๆ)
รสชาติ : ผงช็อคโกแลตมีส่วนในการทำให้รสชาติของกาแฟแก้วเดิมเปลี่ยนไป กลายเป็นกาแฟที่มีความหวานของช็อคโกแลตเพิ่มขึ้นอีกนิด ถ้าใครจะใส่แนะนำให้ใส่แค่พอควร ไม่อย่างงั้นอาจได้กาแฟรสช็อคโกแลตแทน
ความเป็นกาแฟ : ข้อนี้หลายคนอาจสงสัยว่าหมายถึงอะไร อธิบายง่ายก็คือพอใส่ผงปรุงแต่งกลิ่นพวกนี้ลงไปแล้วกาแฟแก้วที่คุณดื่มอยู่จะยังคงความเป็นกาแฟอยู่มากหรือน้อยเพียงไร อย่างผงช็อคโกแลตนี้เมื่อใส่เข้าไปแล้วความเป็นกาแฟแบบ Flat White จะยังคงอยู่ครบถ้วนทั้งความเข้มของกาแฟ ความกลมกล่อมของนม แต่เพิ่มกลิ่นของช็อคโกแลตเข้าไปให้น่าสนใจขึ้นอีกนิดเท่านั้น (เน้นว่า...ใส่แค่พอดีเท่านั้นนะครับ ไม่ใช่ใส่ทีเป็นช้อน)

ผงปรุงกลิ่นต่อมาคือ อบเชย หรือเรียกให้อินเตอร์หน่อยว่า ชินนาม่อน แต่เดิมคนไทยรู้จักกันในฐานะของเครื่องเทศที่เราใช้ในการทำอาหาร แต่สำหรับคอกาแฟทางตะวันตก อบเชยถือเป็นเครื่องปรุงกลิ่นที่อยู่คู่กับกาแฟมาช้านาน อบเชยนิยมนำมาใช้แต่งกลิ่นกาแฟใน 2 รูปแบบคือแบบเป็นผงกับแบบเป็นแท่ง ซึ่งถ้าเป็นแบบเป็นแท่งนิยมใช้คนแทนช้อนเพื่อให้กลิ่นและรสชาติค่อยๆ ละลายเข้าไปผสมกับกาแฟในถ้วย ส่วนแบบเป็นผงพบเห็นได้ง่ายในร้านกาแฟทั่วไป ร้านไหนที่ไม่มีอนุญาตให้คนดื่มสะกิดบอกเจ้าของร้านได้ว่า ให้หามาไว้ในร้านซะเดี๋ยวจะหาว่าลูกค้าไม่เตือน

เริ่มการทดลองด้วยกาแฟ Flat White เหมือนเดิม เมื่อได้มาแล้วก็จัดการโรยผงอบเชยลงไปอย่าให้ช้า ทิ้งไว้พอให้อบเชยละลาย แล้วยกขึ้นจิบทันที
กลิ่น : กลิ่นของอบเชยค่อนข้างเด่นเมื่อเทียบกับช็อคโกแลต จังหวะที่ยกกาแฟขึ้นจิบจะได้กลิ่นหอมของอบเชยเตะจมูกมาก่อน ชัดกว่ากลิ่นนมและกาแฟเสียอีก
รสชาติ : เมื่อได้ลองจิบนอกจากกลิ่นที่โดดเด่นแล้ว อบเชยไม่ได้ทำให้รสชาติของกาแฟเสียไป อาจเป็นเพราะตัวอบเชยเองมีแต่กลิ่นเท่านั้น ไม่มีความหวานอยู่ในตัวของมันเอง
ความเป็นกาแฟ : เคยถามบางคนที่ดื่มกาแฟแล้วใส่อบเชยได้ความเห็นว่า กาแฟกับอบเชยไปด้วยกันได้ เรียกว่ามีคุณสมบัติส่งกัน เปลี่ยนกาแฟแก้วเดิมๆ มีความหอมที่น่าสนใจขึ้น โดยที่ไม่ทำให้กาแฟแก้วนั้นเสียไป ใครที่ยังไม่เคยลองใช้ผงปรุงแต่งกลิ่น ถ้าอยากเพิ่มความน่าสนใจให้กาแฟแก้วเดิมแนะนำว่าอย่าพลาดอบเชยเป็นอันขาด

ผ่านไป 2 ยังเหลืออีก 2 ขออนุญาตต่อตอนหน้าก็แล้วกันครับ เรื่องทดลองอะไรสนุกๆ นี่น่าจะต้องคุยกันยาวๆ ใครมีความคิดเห็นอย่างไร ฝากบอกไว้ได้ครับ เพราะทั้งหมดที่เขียนมานี่ เอาประสบการณ์ของตัวเองเป็นหลักล้วนๆ เพื่อนๆ หลายคนอาจมีอะไรดีๆ นอกเหนือจากนี้ก็เป็นได้ครับ...แล้วครั้งหน้า...มาต่อส่วนที่เหลือครับ...
ขึ้นต้นมาอย่างนี้คอกาแฟส่วนใหญ่ร้อยละ 90 ต้องพยักหน้าเห็นด้วย เพราะนอกจากคอกาแฟดำแท้ๆ แล้ว เมนูกาแฟแบบอื่นๆ ต้องมีนมเป็นส่วนประกอบด้วยทั้งนั้น ถ้างั้นวันนี้ขอเรื่องเกี่ยวกับนมเป็นพระเอกหน่อยก็แล้วกัน ส่วนกาแฟ...งานนี้คงต้องหลบไปเป็นพระรอง
นม...เป็นส่วนผสมหลักของกาแฟหลายๆ เมนู เช่น คาปูชิโน ลาเต้ และ Flat White เป็นต้น บาริสต้าที่ดีควรมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนมเป็นอย่างดี เพื่อนำมาปรุงกาแฟได้อย่างเหมาะสม

โดยปกตินมจะมีส่วนประกอบหลักๆ อยู่ 4 ส่วน ได้แก่ น้ำ, ไขมันนม, โปรตีน และน้ำตาล โดยทั่วไปบาริสต้าที่ดีจะต้องให้ความสำคัญกับรสชาติ กลิ่น คุณสมบัติในการสร้างโฟมและการคงตัวของโฟม (อย่าเพิ่งมึนนะครับ เรื่องพวกนี้ถ้าอยากเป็นบาริสต้าที่ดี ต้องรู้ให้ลึกและรู้ให้จริง) ซึ่งตามธรรมชาติโปรตีนในนมจะเป็นตัวหลักสำคัญในการทำให้เกิดฟอง ในขณะที่ไขมันจะเป็นตัวทำให้เกิดการคงอยู่ของโฟม นมที่นิยมนำมาชงกาแฟคือ นมสด 100% ซึ่งสามารถแบ่งได้ออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ นมพาสเจอร์ไรซ์ นม UHT และนมสเตอริไรซ์ งั้นเรามาทำความรู้จักกับนมประเภทต่างๆ กันดีกว่า

นมพาสเจอร์ไรซ์ เป็นนมสดที่ผ่านการฆ่าเชื้อที่อุณหภูมิต่ำ ในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งการฆ่าเชื้อแบบนี้จะเป็นการทำลายเชื้อแค่เพียงบางส่วน นมที่ได้จึงมีอายุอยู่ได้ไม่นานนักเฉลี่ยประมาณ 7 วัน และด้วยการฆ่าเชื้อแบบที่อุณหภูมินี้เอง ทำให้สารอาหารที่อยู่ในนมจะยังคงมีอยู่มาก (ใกล้เคียงธรรมชาติ...ว่างั้นเหอะ) หรือที่เราเรียกง่านๆ ว่า นมขวด
นม UHT เป็นนมสดที่ผ่านการฆ่าเชื้อที่อุณหภูมิสูงมาก โดยใช้เวลาสั้นมาก นมที่ไดจะปลอดเชื้อและสามารถเก็บไว้ได้นานโดยเฉลี่ยประมาณ 6 เดือน โดยที่กลิ่นรสจะยังใกล้เคียงธรรมชาติ เพราะผ่านระยะเวลาการฆ่าเชื้อที่สั่นมากๆ นั่นเอง นมแบบนี้เรียกให้เข้าใจกันง่ายๆ ว่า นมกล่อง
นมสเตอริไรซ์ เป็นน้ำนมที่ผ่านกระบวนการการทำให้ปลอดเชื้อในภาชนะปิดผนึก ที่ความร้อนสูง นมชนิดนี้สามารถเก็บไว้ได้นานมาก โดยเฉลี่ยประมาณ 1 ปี แต่เป็นนมที่มีกลิ่นที่เกิดจากการทำให้ปลอดเชื้อ รวมทั้งอาจมีกลิ่นภาชนะที่บรรจุด้วย (ให้ทายว่าเรียกง่ายๆ ว่าอะไร....ติ๊กต่อกๆ นมกระป๋อง...ถูกต้องนะคร้าบบบบ)


อ่านแล้วหลายคนคงมีคำถามว่า แล้วไอ้ที่ว่ามาเนี่ย...นมแบบไหนเหมาะสำหรับทำกาแฟมากที่สุด ตอบให้ฟังชัดๆ ได้ว่าโดยทั่วไปนมที่เหมาะกับการทำกาแฟสดดื่มก็คือนมพาสเจอร์ไรซ์ ซึ่งร้านกาแฟส่วนใหญ่ก็มันจะใช้นมพาสเจอร์ไรซ์กัน บางแห่งอาจมีให้เลือกทั้งนมสดแบบธรรมดาและแบบไขมันต่ำ ซึ่งนมแบบธรรมดาก็จะให้รสชาติที่เป็นธรรมชาติและไขมันก็จะทำให้ฟองคงอยู่ได้นาน แต่นมแบบไขมันต่ำก็อาจจะทำให้รสชาติเปลี่ยนไปได้เล็กน้อยรวมทั้งฟองก็จะอยู่ได้ไม่นาน จะเลือกแบบไหนก็ขึ้นอยู่กับความชอบ (หรือห่วงอยางรอบเอว) ส่วนนม UHT ยังพออนุโลมให้ใช้ได้บ้าง ถ้าเป็นเมนูเครื่องดื่มเย็น แต่ที่ไม่ควรนำมาใช้ชงกาแฟอย่างยิ่งคือนมสเตอริไรซ์ที่นอกจากจะทำให้กลิ่นและรสของกาแฟเสียแล้ว...ยังแพงกว่านมชนิดอื่นๆ อีกด้วย...ฮ่าๆ โดยทั่วไปร้านกาแฟชั้นนำมักจะเลือกใช้นมสดยี่ห้อเดิมๆ เพื่อเป็นการรับประกันว่า รสชาติของกาแฟจะยังได้มาตรฐานทุกแก้ว
นอกจากการเลือกนมให้เหมาะสมแล้วการตีฟองนมก็เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้กาแฟรสชาติดีขึ้น ซึ่งถ้าไม่มีเครื่องทำฟองนมแบบแพงๆ ก็สามารถทำได้ตามเคล็ดลับง่ายๆ นี้
1. หาเครื่องทำฟองนมแบบ stick มาหนึ่งเครื่อง หรือจะใช้แบบกระป๋องกดทำฟองนมก็ได้ (ซึ่งราคาสูงกว่าแบบ Stick)
2. หาถ้วยเซรามิคที่เข้าไมโครเวฟได้มาหนึ่งใบ เทนมลงไปในปริมาณ 4-6 ออนซ์ จากนั้นนำไปเข้าไมโครเวฟประมาณ 10-20 วินาที คอยเช็คอุณหภูมิอย่าให้ร้อนเกิน 60 องศาเซลเซียส
3. จากนั้นให้นำน้ำนมที่อุ่นเทใส่แก้วทรงสูง แล้วเอาเครื่องทำฟองนมจุ่มลงไปแล้วกดสวิทซ์ ประมาณ 10 วินาทีคุณก็จะได้ฟองนมที่ละเอียดสำหรับคาปูชิโนทำใหม่ๆ อาจจะเลอะเทอะบ้าง แต่เมื่อทำบ่อยๆ แล้วจะง่ายมาก


ครั้งหน้าถ้าจะสั่งกาแฟหรือชงกาแฟดื่มเอง ลองให้ความสำคัญกับนมขึ้นอีกนิดแล้วกาแฟที่เคยธรรมดาๆ จะกลายเป็นกาแฟแก้วพิเศษของคุณ